พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตั้งพระราชปณิธานไว้ว่า “จะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”พระราชปณิธานได้ทรงแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมผ่านทางพระดำรัส เพื่อให้แง่คิดต่อสังคมไทยในวาระต่างๆ และผ่านทาง พระราชจริยาวัตรของพระองค์อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง สมควรอย่างยิ่งที่คนไทยทุกคนจะนำมาศึกษาเรียนรู้ ทำความเข้าใจและยึดถือเป็นแนวทางการดำรงชีวิตและการประกอบสัมมาอาชีพเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของตนเองและครอบครัว รวมทั้งความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติและส่วนรวม ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้น้อมนำ พระบรมราโชวาท (บางส่วน) เกี่ยวกับเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
“ในการประกอบการงานทั้งปวงนั้น ทุกคนต้องมีความตั้งใจจริงและขยันหมั่นเพียร ต้องรู้จักคิด พิจารณาด้วยปัญญา และความรอบคอบ ยึดมั่นในความสามัคคีและความซื่อสัตย์สุจริตถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นจุดประสงค์สำคัญจึงจะสามารถปฏิบัติงานต่างๆ ให้สำเร็จผลโดยสมบูรณ์ได้...”
“...คนเราถ้าพอในความต้องการ มันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้ามีความคิดอันนี้มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณซื่อตรงไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข...”
“...การทำงานให้สำเร็จขึ้นอยู่กับความสุจริตกายสุจริตใจด้วยความคิดความเห็นที่เป็นอิสระปราศจากอคติ และด้วยความถูกต้องตามเหตุตามผล จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดมุ่งหมายและประโยชน์ที่พึงประสงค์โดยครบถ้วนแท้จริง...”
“...ข้าพเจ้าใคร่ขอให้ท่านทั้งหลายจงมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต ถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะคุณธรรมอันนี้เป็นมูลฐานอันสำคัญที่จะยังความเจริญ และความเป็นปึกแผ่นแก่สังคมเป็นบ่อเกิดแห่งความสามัคคี กลมเกลียว ความซื่อสัตย์สุจริตที่ว่านี้ หมายถึง ความสุจริตซื่อตรงต่อหน้าที่การงาน ต่อตนเองและต่อผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง มีเจตนาบริสุทธิ์ไม่เอารัดเอาเปรียบ สำหรับท่านที่ใช้วิชากฎหมายย่อมกินความถึงการรักษาความเป็นธรรม ไม่บิดเบือนความหมายของตัวบทกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของตนเองด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นเสมือนหนึ่งเกราะคุ้มภัยแก่ท่านตลอดไป ดังบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ว่า..สุจริตคือเกราะบัง สารทพ้อง”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น